My Hero

posted on 30 May 2010 02:03 by mildaisy

 

มันเป็นความบังเอิญหรือพรหมลิขิตนะ ที่ฮีโร่ของเรามีชื่อว่า "ฮีโร่" เหมือนกับคำที่ใช้เรียก แต่ว่าคนๆนี้เค้าไม่ได้เป็นแค่ฮีโร่ของเราคนเดียวน่ะสิ แต่ยังเป็นฮีโร่ที่ครองหัวใจของใครหลายๆคนอีกมากมายทั่วโลก รอยยิ้ม...ที่ทำให้ผู้คนรู้สึกหลงใหลและอยากยิ้มตาม เสียงหวานๆ...ที่ทำให้คนฟังรู้สึกอบอุ่นและสบายใจ เค้าช่างเหมาะสมกับชื่อนี้จริงๆ

 

Hero ที่ทำให้ทุกคน มีความสุข

 

                           

 

 

                                 ประวัติอย่างย่อของฮีโร่

(ประวัตินี้เป็นข้อมูลที่ค่อนข้างคงตัว จะไม่ระบุน้ำหนักหรือส่วนสูงนะคะ เพราะอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ง่ายในภายหลัง)

ชื่อ : คิม แจจุง (Kim Jaejoong, 김재중 )

ชื่อในวงการ : Hero, 영웅

วันเกิด : 26 มกราคม 1986 (เกิดจริง 4 กุมภาพันธ์ 1986)

อาชีพ : นักร้อง, นักแสดง

ตำแหน่ง : นักร้องนำ (Main Vocal)

กรุ๊ปเลือด
: โอ

 

                                          

 

The story of my Hero

เมื่อนานมาแล้ว สถานที่หนึ่งในประเทศเกาหลีใต้ เด็กหนุ่มวัย 15 ปี ฝืนใจจากลาเมืองที่เค้าถูกเลี้ยงมาจนโต เขารวบรวมกระเป๋าเดินทางไม่กี่ใบ บอกลาพี่สาวทั้ง 8 คนและพ่อแม่ผู้ซึ่งรักเขาจากใจจริง เขาขึ้นรถไฟมาที่กรุงโซล ครอบครัวร้องไห้อยู่เบื้องหลังของเด็กหนุ่มเมื่อเขาเดินจากมา เด็กหนุ่มได้ยินเสียงร้องไห้ของผู้เป็นที่รักของเขา แต่เขากลัวที่จะหันกลับไปมอง เพราะเขารู้ดี เพราะเพียงแค่เขาหันกลับไป เขาจะไม่มีทางจากทุกคนไปได้ เขาไม่อยากละทิ้งความฝันของตัวเอง ที่สำคัญ เขาไม่อยากให้คนในครอบครัวเห็นมัน...น้ำตาของเขา ด้วยเหตุนี้ เด็กหนุ่มที่สวมเพียงแจ็กเก็ตบางๆในหน้าหนาวที่อากาศพร้อมจะแช่แข็งทุกอย่าง จึงเดินทางไปตามหาความฝันของเขา เขาจากเมืองเกิดไปเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี ไปยังเมืองใหญ่ที่เค้าเคยเห็น...แค่ในฝันเท่านั้น

ในที่สุด รถไฟสายนี้ก็หยุดลง เด็กหนุ่มเดินออกมาจากรถไฟ เขามองเห็นเมืองที่แปลกตาหากแต่หรูหราและเต็มไปด้วยความรุ่งเรือง ถนนที่แน่นขนัดด้วยไลม์ไลท์([T/N] แสงไฟที่ใช้สำหรับฉายนักแสดงละคร ออกแนวสปอตไลท์) เขาไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน เค้ารู้สึกว่าหัวใจเต้นอ่อนลงๆเพราะทุกอย่างที่นี่มันเหลือเชื่อเกินไป แล้วเด็กอย่างเขา...จะหาความฝันของตนเองเจอในเมืองใหญ่ๆแบบนี้ได้จริงๆน่ะหรือ? เด็กหนุ่มรู้สึกสับสน ความเชื่อมันของเขาเริ่มสั่นคลอนเสียแล้ว หากแต่ความฝันที่เขามีอยู่ในหัวใจจะสลายลงไม่ได้ หากเขากลับบ้านไปมือเปล่าแบบนี้ เขาจะไม่มีวันให้อภัยตัวเองเลยที่เป็นได้แค่ไอ้ขี้ขลาด! โดยปราศจากความช่วยเหลือหรือเพื่อนแม้สักคน เด็กหนุ่มได้พบกับอพาร์ตเม้นท์ที่เล็กยิ่งกว่ากระป๋องปลาทูน่า และเรียกมันว่า...บ้าน

SM Entertainment บริษัทการดนตรีที่ใหญ่ที่สุด ได้จัดการประกวดร้องเพลงขึ้น เด็กหนุ่มไปที่นั่น ที่ล็อบบี้ เค้าเห็นเด็กหนุ่มคนอื่นอีกหลายคน ทุกคนมีความหวังที่จะชนะการประกวดและก้าวไปสู่การเป็นนักร้อง เด็กคนอื่นแต่งตัวดูดี สวมเสื้อผ้าทันสมัย มีหูฟัง mp3 เสียบอยู่ในหูเพื่อซ้อมร้องเพลง เด็กหนุ่มก้มลงมองเสื้อยืดสีเทาๆของตนเอง เค้ารู้สึกว่าเค้าแพ้ไปแล้วครึ่งหนึ่ง

เด็กหนุ่มเป็นผู้เข้าประกวดหมายเลข 12 เขาเดินเข้าไปในห้องออดิชั่น ที่นั่นมีกรรมการเหมือนก้อนหินแช่แข็งอยู่ 5 คน เขาประหม่ามาก จนกระทั่งกรรมการบอกให้เค้าเปิดปากร้องเพลงได้แล้ว

เสียงร้องของเด็กหนุ่มประทับใจทุกคนในห้องนั้น เสียงนั้น...เสียงที่ฟังดูบริสุทธิ์และนุ่มนวลเท่าที่เราเคยได้ยินมา เมื่อคุณฟังเสียงของเขา เป็นเรื่องช่วยไม่ได้ที่คุณจะรับรู้ถึงความโศกเศร้าและความรู้สึกมากมายที่หลั่งไหลออกมา แต่ถึงกระนั้น คุณก็ยังอยากฟังมันอยู่เรื่อยๆไม่มีวันหยุด หลงทางอยู่วังวนแห่งความไพเราะจากน้ำเสียงของเขา อย่างไรก็ดี เสียงของเด็กหนุ่มยังคงเบาไป อ่อนแอเกินไป

สาเหตุที่เขาชนะการประกวด คือใบหน้าอันไร้ที่ติของเขา ผิวที่เรียบเนียน ขนตาที่ยาว ใบหน้าที่สวยหวานยิ่งกว่าเด็กผู้หญิง นัยน์ตาสุกใสประกายน้ำที่กลมโต ริมฝีปากที่เชิดงอน และความขาวราวกับผิวของหิมะ พวกเขาบอกว่า ใบหน้าของเด็กหนุ่ม มีไว้เพื่อวงการบันเทิงจริงๆ

เด็กหนุ่มได้เซ็นต์สัญญากับบริษัท SM ด้วยสัญญา 7 ปี สองปีในการฝึกฝน เค้าต้องจ่ายเงินเพื่อเรียนร้องเพลง เรียนการเต้น และคลาสอื่นๆอีกมากมาย ส่วนห้าปีหลัง เค้าจะได้เป็นนักร้องจริงๆ เด็กหนุ่มมองเห็นภาพตัวเองกำลังเข้าใกล้ความฝันเข้าไปทุกที เขาจึงตัดสินใจเซ็นต์สัญญาฉบับนั้น แม้จะรู้ว่าชีวิตสองปีหลังจากนี้จะต้องยากลำบากอย่างที่เค้าไม่เคบประสบมาก่อน แต่เค้าก็รู้ว่านี่คือความฝันของเค้า เค้าจะยอมแพ้ไม่ได้

ดังนั้นเค้าจึงเริ่มสองปีที่ต้องเหน็ดเหนื่อยนั้นด้วยตนเอง เค้ารู้ดีว่าการเงินของครอบครัวเองก็ไม่ค่อยดี เค้าจึงตัดสินใจไม่ขอเงินพ่อแม่แม้แต่วอนเดียว ใน 1 วัน เค้าทำงานมากกว่า 3 งาน ในขณะที่ทุกคนกำลังนอนหลับ แต่แท่นพิมพ์ยังคงทำงานและพิมพ์หนังสือออกมามากมาย มันหนักมากพอๆกับน้ำหนักตัวของเค้า เขาจะต้องปั่นจักรยานเก่าๆและส่งหนังสือพิมพ์เหล่านั้นทีละบ้านๆ ในเวลาบ่ายเค้าต้องรีบไปที่งานก่อสร้าง เพื่อทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราว ใบหน้าที่สง่างามถูกผงซีเมนต์และคราบไคลปกคลุมไปหมด เค้าต้องกดเสียงหวานๆของตนเอาไว้ เพราะเค้าอยากให้เจ้านายชอบเค้าในฐานะของคนที่ทำงานก่อสร้าง หลังจากคลาสร้องเพลงจบลง เค้ายอมเดินเป็นเวลา 3 ชม. เพื่อประหยัดเงิน ไปเป็นพนักงานเสิร์ฟที่ร้านอาหารต่อ เค้าทำงานเงียบๆ แบกรับทุกอย่างที่เด็กอายุ 15 ไม่สมควรแบกรับมันไว้ ทำทุกอย่างเพื่อให้ผ่านสองปีแห่งความลำบากนี้ไปอย่างเงียบๆ ทั้งหมดที่ เพื่อที่วันหนึ่ง เค้าจะถูกรายล้อมไปด้วยแสงไฟเจิดจ้า

เด็กหนุ่มทำทุกอย่างที่เค้าจะทำได้ แต่เค้าก็ยังไม่สามารถทำให้ตัวเองมีอาหารกินครบสามมื้ออยู่ดี เมื่อได้ค่าจ้างมา เค้าก็เอามันไปจ่ายค่าเรียนและถึงแม้จะเหลือบ้าง แต่นั่นก็ไม่พอให้เค้าซื้ออาหารหรือเสื้อผ้าสักตัวด้วยซ้ำ จนวันหนึ่ง เด็กหนุ่มเพิ่งรู้ตัวว่าเค้าไม่มีเงินเหลือพอที่จะซื้ออาหารอีกแล้ว เค้าอดข้าวมาแล้ว 2 วัน เค้าแทบจะเดินไม่ไหว แต่เพราะความกดดันที่ต้องจ่ายค่าเรียน เด็กหนุ่มจึงตัดสินใจออกมาทำงาน คืนนั้น ขณะที่เขากำลังทำความสะอาดโต๊ะตัวหนึ่งในร้านอาหารที่เค้าทำงานอยู่ เค้าเห็นชามบะหมี่ของลูกค้ายังเหลือน้ำซุปอยู่ถึงครึ่งชาม และมันก็ยังร้อนๆอยู่เลย เขาทนไม่ไหวอีกต่อไป มือของเค้าสั่นเทา ค่อยๆหยิบช้อนขึ้นมาและตักน้ำซุปบะหมี่ที่เหลือกิน อา...เขาสงสัยว่าทำไมน้ำซุปถึงได้เค็มกว่าปกติ แต่แล้วเค้าก็ตระหนักได้ว่า ที่มันเค็มก็เพราะน้ำตาของเค้า น้ำตาที่ไหลออกมา โดยที่เค้าไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

วันหนึ่ง เด็กหนุ่มป่วย เขาเป็นไข้สูงมาก เค้าทำได้เพียงนอนเฉยๆอยู่ในอพาร์ตเม้นท์เป็นเวลาสามวันเต็มๆ ขอบคุณพระเจ้าที่เขาจ่ายค่าเรียนไปแล้ว แต่เขายังต้องจ่ายมันอีก เค้าจึงพาร่างกายที่แทบจะแตกหักให้ได้ไปทำงานที่ร้านอาหาร

ขากลับ เขามองเห็นบูธบริจาคเลือด ท้องของเขามันร้องไม่หยุด เด็กหนุ่มจำใจต้องทำในสิ่งที่เค้าไม่อยากทำอีกครั้ง เขาเดินเข้าไปที่บูธนั้น เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง เค้าเดินออกมาพร้อมกับบิลสองสามใบในมือ พาร่างกายที่แทบไร้ชีวิตชีวาไปยังร้านค้าและซื้อขนมปังที่ถูกที่สุดในร้านมากิน

ในที่สุด เค้าก็ผ่านสองปีแห่งความทรมานมาได้ เขาถูกเลือกให้อยู่ในกลุ่มที่มีด้วยกัน 5 คน บริษัทบอกว่า เด็กหนุ่มกลุ่มนี้จะเป็นหนึ่งในกลุ่มนักร้องที่ดีที่สุดตลอดกาล ถึงแม้ว่าเด็กหนุ่มทั้ง 5 คนจะต่างกันสุดขั้ว แต่ทางบริษัทเชื่อว่าเมื่ออยู่ด้วยกัน พวกเค้าคือความสมบูรณ์แบบ เด็กหนุ่มคิดว่าเค้าโชคดีเหลือเกินที่ถูกเลือกให้อยู่ในกลุ่มนี้ และโชคดีที่เค้าเป็นคนที่แก่ที่สุด เค้าจึงได้น้องชายที่รักเค้ามากมาสี่คน

เมื่อพวกเขาออก EP ([T/N] Extended Play มีความยาวมากกว่าซิงเกิ้ล แต่ว่าสั้นกว่า LP และก็อัลบั้ม) แผ่นแรก ถึงแม้ว่าจะมีเพลงเพียงแค่ 2 เพลง แต่พวกเค้าก็ขึ้นที่ 1 ชาร์ตของประเทศเกาหลี และทำลายสถิติยอดขาย EP ที่มักมียอดขายไม่ค่อยดีนักในเกาหลี ในที่สุดเด็กหนุ่มก็ได้รับรู้รสชาติของความสำเร็จ เค้าเห็นว่าในทุกๆวันแฟนเพลงของเค้ามีเพิ่มมากขึ้นๆ เค้ารู้ทันทีว่าสองปีที่ผ่านมา มันช่างคุ้มค่า

แต่โลกนี้ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ ช่วงเวลาที่มีความสุขมักจะสั้นเสมอ มันเป็นความจริงที่โหดร้าย ครั้งแรกที่พวกเขาได้มีงานพบปะแฟนๆ คนที่มาส่วนใหญ่เป็นแฟนๆของเพื่อนๆร่วมวง ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่จะมายืนอยู่ตรงหน้าเขา เขาแทบอยากร้องไห้ พวกสตาฟฟ์ไม่อยากให้งานดูแปลกๆ พวกนั้นจึงให้แฟนๆมายืนที่แถวของเด็กหนุ่มบ้าง เด็กหนุ่มเก็บความเสียใจไว้ แล้วก็กล่าวทักทายกับแฟนผู้หญิงคนหนึ่ง แต่เธอกลับบอกกับเขาอย่างเย็นชาว่า "ฉันโดนบังคับมายืนแถวนี้ ฉันไม่ได้ชอบคุณด้วยซ้ำ" ..หัวใจของเขาแตกสลายอีกครั้ง แต่เค้าไม่ได้ร้องไห้ออกมา เค้ากัดริมฝีปากตัวเอง กัดจนเลือดออก แต่เค้าไม่อยากร้องไห้ต่อหน้าใครทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง..ต่อหน้าตัวเอง เด็กหนุ่มไม่รู้ว่าทำไมแฟนๆถึงไม่ชอบเขา แต่สิ่งที่เค้าไม่รู้ก็คือ ยังมีแฟนๆของเค้ามากมายที่ทำได้เพียงรออยู่ด้านนอก ตึกที่อยู่ข้างๆห้องมีตติ้งเต็มไปด้วยแฟนๆของเขา หัวใจของพวกเธอแทบจะแตกสลายไปพร้อมๆกับเขาด้วย

แล้วในวันหนึ่งเค้าได้รู้ความจริงจากในอินเตอร์เน็ตว่า ไม่ใช่ว่าแฟนๆไม่ชอบเค้าหรือเค้าทำอะไรผิด แต่มันเพราะว่าเค้าน่ารักเกินไป...น่ารักในแบบที่ผู้หญิงยังอิจฉา การอ่านเรื่องนี้ทำเอาเด็กหนุ่มต้องขำออกมาเบาๆ เขาจะไม่ยอมแพ้ ทุกๆวัน เขายิ้มอย่างจริงใจให้กับทุกคน หวังและภาวนาว่าทุกคนจะมองเค้าในสิ่งที่เค้าเป็นจริงๆ และได้ฟังเสียงของเค้า แต่ยิ่งเค้าพยายามมากเท่าไหร่ เค้าก็ยิ่งกดดันตัวเองมากเท่านั้น ทุกครั้งที่เค้าทำอะไรผิดพลาดในการเพอร์ฟอร์ม มันทำให้เค้าประหม่าทุกครั้งไป เพราะเค้ากลัวว่าคนอื่นจะไม่ชอบเค้าไปมากกว่านี้เพราะความผิดพลาดของเขา ดังนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของเด็กหนุ่มจึงค่อยๆหายไปจากใบหน้าของเขาเรื่อยๆเมื่อยู่ต่อหน้ากล้อง เพราะเค้าต้องคอยระวังคำพูด ระวังการกระทำทุกอย่างของตนเอง

แต่เพราะเหตุนี้ ทำให้แฟนๆมองว่าเขาพยายามทำตัวเท่ห์ ทางบริษัทจึงมีความคิดที่จะถอดเค้าออกจากวง เรื่องนี้ทำให้เค้ากลัวมาก เค้าไม่อยากจากบ้านหลังที่สองหลังนี้ไป แต่เขาเข้าใจดีว่า เค้าก็แค่ "สิ่งหนึ่ง" ที่ทำเงินให้บริษัท ถ้าลูกค้าเบื่อ "สิ่งนี้" แล้ว ทางบริษัทก็ต้องเปลี่ยน "สิ่งอื่น" เข้ามาแทน

แต่แล้วเค้าก็ไม่ได้ถูกถอดออกจากวง เค้าพบว่าแฟนๆของเค้ามายืนที่ถนนทั้งวันเพื่อขอบริษัทให้เค้าอยู่ในวงต่อไป และน้องเล็กในวง ชางมิน ไม่ยอมเชื่อฟังที่ผู้จัดการห้าม ชางมินพูดต่อหน้ากล้องว่าหากพี่ชายของเค้าถูกถอดออกไป เค้าจะฉีกสัญญาทิ้ง และกลับไปเป็นนักเรียนธรรมดาๆเช่นกัน

เด็กหนุ่มร้องไห้ เขารู้ดีว่าทุกคนในวงมีความรักในดนตรีมากแค่ไหน ชางมิน น้องเล็กของวง มีความเหมือนกับเขาตรงที่ว่าต้องผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากเพื่อมาถึงจุดนี้ให้ได้ เด็กหนุ่มยิ่งรักทุกอย่างที่เค้ามีมากขึ้นไปอีก เค้าเรื่มฝึกซ้อมหนักขึ้นๆ เพื่อขอบคุณแฟนๆเค้าจึงอยากแสดงสิ่งที่ดีที่สุดออกไปให้ทุกคนที่รักเค้าได้เห็น ในคอนเสิร์ต เด็กหนุ่มมักจะมองไปทั่วที่ผู้ชม ผู้กำกับกล้องบอกว่าเค้าดูตลกมากเวลาที่ร้องเพลง เพระาเค้าอยากเห็นสีหน้าของแฟนๆทุกคน ถึงแม้ว่ารูปของเขาที่ออกมาจะตลกแค่ไหน เค้าก็ไม่ได้ใส่ใจ

ครั้งหนึ่งขณะที่กำลังฝึกซ้อม เด็กหนุ่มล้มลง เขาคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติที่จะล้มเวลาซ้อมเต้น แต่คราวนี้ เขากลับเต้นไม่ได้ หัวเข่าของเขาเจ็บจนแทบบ้า เค้าทำได้เพียงยืนขาสั่นอยู่ที่มุมห้อง หัวหน้าวง ยุนโฮ แบกเด็กหนุ่มขึ้นหลังโดยไม่ได้พูดอะไรสักคำ ยุนโฮพาเค้าไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด เด็กหนุ่มมองเห็นคนสำคัญที่คุ้นเคยสี่คนของเค้าผ่านกระจกในห้องฉุกเฉิน ทั้งสี่กำลังเป็นห่วงเค้า ภาวนาเพื่อเค้า

หมอบอกว่าเข่าขวาของเขาเสียหายหนักมาก เค้าต้องเข้ารับการผ่าตัดด่วนที่สุดเท่าที่จะทำได้ และมันเป็นการผ่าตัดใหญ่ที่เค้าต้องพักยาว แต่เด็กหนุ่มปฏิเสธที่จะพักงาน วันที่สองหลังการผ่าตัด เค้ามาที่โซล โอลิมปิก สเตเดี้ยม พร้อมกับเพื่อนๆอีกสี่คน ทำตามตารางงานคือมามีตติ้งกับแฟนๆ ก่อนงานมีตติ้งยุนโฮอยู่ข้างๆเค้าตลอดเวลา ไม่ได้ห่างเค้าเลยแม้แต่วินาทีเดียว ในระหว่างงานแฟนมีตติ้ง พิธีกรถามชางมินว่าสิ่งที่อยากได้มากที่สุดในปีใหม่นี้คืออะไร คำตอบของชางมินคือ "สิ่งเดียวที่ผมต้องการตอนนี้คือขอให้ขาของพี่ชายผมหายเร็วๆครับ"

เด็กหนุ่มเกลียดการร้องไห้ เค้าก้มหน้าลง พยายามอย่างมากที่จะไม่ให้น้ำตาไหลออกมา ในที่สุดเค้าก็หันไปมองแฟนๆ เค้าเห็นว่าแฟนๆร้องไห้เพื่อเค้า เค้ารู้สึกปวดใจ เค้าหยิบไมโครโฟนขึ้นมา พร้อมกับพูดว่า "ผมไม่เจ็บออีกแล้ว อย่าร้องไห้ได้มั๊ยครับ? ยิ้มให้กันนะ? นะครับ?" นี่เป็นครั้งแรกที่เค้าโกหกแฟนๆทุกคน การผ่าตัดของเค้าเพิ่งผ่านมาแค่ 24 ชม.เอง จะเป็นไปได้อย่างไรที่เค้าจะไม่เจ็บ? แต่เค้าต้องทำเพราะความรักที่เค้ามีให้แฟนๆ

ในที่สุดเค้าก็อาการดีขึ้น เค้าออกไปฉลองกับเพื่อนๆ ในระหว่างทางที่เค้าขับรถกลับเค้าถูกตำรวจเรียกตัวเพราะเมาแล้วขับ ยุนโฮมารับเค้าที่สถานีตำรวจโดยที่ไม่พูดอะไรเลย แต่เค้ารู้ดีว่า เค้าทำให้ยุนโฮผิดหวัง ทำให้ทุกคนผิดหวัง

เด็กหนุ่มถูกบริษัทพักงานสองอาทิตย์ เค้ารู้ดีว่าบทลงโทษแค่นี้มันช่างเบาเหลือเกินกับการกระทำโง่เง่าของเขา เค้ารู้ดีว่าเพื่อนๆในวงต้องขอร้องบริษัทกี่ครั้งต่อกี่ครั้งเพื่อให้เค้าได้อยู่ในบริษัทต่อไป เพราะเหตุนี้ เค้าจึงยืนยันว่าในงานแฟนมีตติ้งถัดไป เค้าจะขอโทษแฟนๆทุกคน นั่นเป็นครั้งแรกที่เค้าต้องมีน้ำตาต่อหน้าแฟนๆ เพราะแฟนๆบอกว่า ให้อภัยเค้าและยังจะรักเค้าเหมือนเดิม

เด็กหนุ่มได้รับความนิยมมากขึ้นๆ ผู้คนเริ่มมองเค้ามากกว่าแค่ใบหน้าที่สวยงาม เค้าเป็นนักดนตรีที่มีความมุ่งมั่น มีเสียงที่แสนหวาน และเป็นผู้แข็งแกร่งที่ไม่กลัวความผิดพลาดอีกต่อไปแล้ว แค่คำธรรมดาๆสามคำ "เราให้อภัยคุณ" จากแฟนๆของเขา มันทำให้เค้ามีความเชื่อมั่นว่าจะต้องก้าวต่อไป

เด็กหนุ่มคนนี้คือ คิมแจจุง หนึ่งในสมาชิกของวงที่มีชื่อเสียงที่สุดในเกาหลี ดงบังชินกิ บริษัทให้ชื่อในการแสดงแก่เค้าว่า ยองอุง(ฮีโร่) แจจุง ดังนั้น ไม่ว่าเมื่อไหร่ที่เค้าอยากร้องไห้ เค้าจะบอกตัวเองเสมอว่าเค้าร้องไม่ได้ เพราะเค้าคือ ฮีโร่ แจจุง และฮีโร่ไม่ร้องไห้ ฮีโร่จะต่อสู้จนกว่าทุกอย่างจะจบลงและจะต้องชนะทุกสงคราม

ครั้งหนึ่งแฟนเพลงคนหนึ่งของดงบังชินกิ กล่าวว่าครั้งแรกที่เธอเห็นยองอุง แจจุง เธอคิดว่าเค้าไม่ควรจะชื่อฮีโร่เลย เพราะรูปลักษณ์ที่เปราะบางของเค้า แต่ ตอนนี้ เธอรู้แล้วว่าทำไมเค้าจึงชื่อฮีโร่ เพราะภายใต้ความสวยงามของเขา ยังมีจิตวิญญาณแห่งความเป็นฮีโร่ที่แท้จริงหลับใหลอยู่ภายใน

 

credit: Cassiopeia-family.com/forums (CSSPF)
shared by: jaejoong_love33 + fangirlmitz
Thai Translated : Fairy @ Our Fictions
TAKE OUT WITH FULL CREDIT